หนังสือ
ตำนานพุทธชัยมงคลคาถา
   ๑. พุทธชัยมงคลคาถา
   ๒. พระยามาร
   ๓. อฬวกยักษ์
   ๔. ช้างนาฬาคีรี
   ๕. องคุลีมาล
   ๖. นางจิญจมาณวิกา
   ๗. สัจจกนิครนถ์
   ๘. นันโทปนันทนาคราช
   ๙. ท้าวพกาพรหม

 

 

[ หนังสือเล่มอื่น ]


๘. นันโทปนันทนาคราช


นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

องค์พระจอมมุนี ได้โปรดให้พระโมคคัลลาน์เถระ
นิรมิตกายเป็นนาคราช ไปทรมานนันโทปนันทะนาคราชผู้มีฤทธิ์
ให้พ่ายแพ้ด้วยวิธีอันเป็นอุปเท่ห์แห่งฤทธิ์
ด้วยเดชะอันนี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่เรา

พุทธชัยมงคลคาถาบทที่ ๗ กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่อนันโทปนันทนาคราช พระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้พระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้าย ใช้อิทธิฤทธิ์ทรมานจนนันโทปนันทนาคราชพ่ายแพ้ไป คาถาบทนี้นิยมใช้สำหรับการเอาชนะด้วยเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ
ที่มาของชัยชนะครั้งนี้ มีดังนี้

สมัยหนึ่งเวลาใกล้รุ่ง ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร พระองค์ได้ทรงตรวจดูสรรพสัตว์ในหมื่นโลกธาตุด้วยพระสัพพัญญุตาญาน ก็ได้เห็น พระยานาคราชนามว่า นันโทปนันทะ เป็นนาคที่ดุร้ายและเป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่เป็นผู้ที่เคยได้สร้างสมบารมีไว้มาก หากพระองค์เสด็จไปโปรด นันโทปนันทะนาคราช ก็มีวิสัยจะได้บรรลุธรรม
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสเรียกพระอานนท์มา บอกว่าวันนี้จะไปรับภัตตาหารที่บ้านของอนาถบินฑิกเศรษฐี แต่พระองค์จะเสด็จไปเทวโลกก่อน พระอานนท์จึงบอกแก่ภิกษุ ๕๐๐ ให้ตามเสด็จไปยังเทวโลกด้วยกายเนื้อ
ขณะนั้น นันโทปนันทะนาคราช กำลังนั่งอยู่บนรัตนบัลลังก์ทิพย์ ห้อมล้อมด้วยนาคบริษัท ดื่มสุราอาหารทิพย์อย่างเบิกบานใจ ครั้นเงยหน้าขึ้นมองในนภากาศ ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุ ๕๐๐ กำลังจะเหาะข้ามยอดวิมานของตน บ่ายหน้าไปยังดาวดึงส์เทวโลก
นันโทปนันทนาคราช รู้สึกโกรธแค้น ดำริว่าสมณะหัวโล้นเหล่านี้คงจะเหาะไปดาวดึงส์สวรรค์ แต่การเหาะข้ามหัวของเรา ฝุ่นละอองที่ติดเท้าก็จะร่วงใส่เรา บัดนี้เราจะขัดขวางสมณะเหล่านี้ไม่ให้เหาะข้ามวิมานเราไปอย่างเด็ดขาด
แล้วพระยานาคราชก็ลุกขึ้นไปยังเชิงเขาสิเนรุ เนรมิตกายใหญ่โต ขนดรอบเขาสิเนรุมาศที่สูง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ เอาไว้ ๗ รอบ แล้วแผ่พังพานปิดดาวดึงส์ที่อยู่เหนือยอดเขาสิเนรุมาศเอาไว้ไม่ให้มองเห็น
ท่านรัฏฐปาลภิกขุเห็นผิดปกติ กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "เมื่อก่อนข้าพระองค์ยืนอยู่ตรงนี้ สามารถมองเห็นภูเขาที่อยู่ล้อมสิเนรุมาศ และได้เห็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นเวชยันต์ปราสาท ได้เห็นธงเบื้องบนเวชยันต์ปราสาท แต่มาบัดนี้ไม่เห็นอะไรเลย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุอะไรพระเจ้าข้า"
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสบอกเหตุว่าเกิดจากนันโทปนันทนาคราชมาแสดงฤทธิ์ปิดดาวดึงส์ไว้ ท่านรัฏฐปาลภิกขุจึงกราบทูลขอเป็นผู้ทรมานนันโทปนันทนาคราชให้สิ้นฤทธิ์ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต
ลำดับนั้น ภิกษุที่เหลือก็ขออาสาโดยลำดับ คือ ท่านภัททิยะภิกขุ ท่านราหุลภิกขุ เป็นต้น กราบทูลขอเป็นผู้ทรมานนันโทปนันทนาคราช แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต ด้วยทรงทราบว่าไม่ใช่วิสัยของพระอรหันต์ทั้งหลายที่จะทำลายทิฏฐิมานะของพระยานาคผู้มีฤทธานุภาพมาก ครั้นเมื่อพระโมคคัลลานะทูลอาสา จึงทรงอนุญาตพร้อมทั้งทรงประทานพรให้มีชัยชนะแก่พระยานาค
พระโมคคัลลานะเมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้ว ก็ได้เนรมิตกายเป็นพระยานาคใหญ่กว่านันโทปนันทนาคราชถึง ๒ เท่า มีพังพานประมาณแสนโกฏิ แล้วขนดกายรอบสิเนรุมาศทับนันโทปนันทนาคราชไว้ ๑๔ รอบ และวางพังพานของตนลงบนยอดพังพานของนันโทปนันทนาคราช กดเข้ากับยอดเขาสิเนรุมาศ จนนันโทปนันทะนาคราชแทบกระดูกแตก โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก
นันโทปนันทนาคราชจึงพ่นควันพิษใส่พระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะก็พ่นควันพิษที่ร้ายกาจกว่าใส่พระยานาคบ้าง
นันโทปนันทนาคราชจึงพ่นไฟพิษร้อนแรงเข้าใส่ แต่พระโมคคัลลานะก็พ่นไฟพิษที่ร้อนแรงกว่ากลับคืน
นันโทปนันทนาคราช ตกใจที่จู่ๆ ก็มีพระยานาคใหญ่มาขนดหางพันทับร่างของตน เอาพังพานมากดทับ แถมสามารถพ่นควันและไฟพิษได้รุนแรงกว่าตน จึงเอ่ยวาจาถามว่าท่านนี้เป็นใคร พระเถระตอบว่า "นันทะ เรานี้คือโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายแห่งพระพุทธองค์"
พระยานาคราชจึงกล่าวว่า "ท่านเป็นสมณะ เหตุใดจึงมาทำร้ายข้าพเจ้า"
พระโมคคัลลานะตอบว่า "เราทรมานท่าน เพื่อให้ท่านละมิจฉาทิฏฐิ รู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตลอดจนคุณของมารดาบิดาครูอาจารย์ ตัวท่านนั้นไม่สมควรที่จะมาสำแดงความโกรธในพระพุทธเจ้าและพระสาวกที่เหาะมา เพราะแม้ละอองพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จะตกลงมาเหนือเศียรของท่าน ก็จะเกิดมงคลยิ่งนัก หาเป็นอัปมงคลไม่" ว่าแล้วพระโมคคัลลานะก็คืนร่างเป็นพระภิกษุ
นันโทปนันทนาคราชได้ฟังพระโมคคัลลานะ ก็ยังไม่ละมิจฉาทิฏฐิ ยังคงคิดหาทางจะกำจัดพระเถระให้ได้อยู่ พระโมคคัลลานะรู้วาระจิตของพระยานาค จึงแสดงปาฏิหาริย์ เดินเข้าไปในช่องหูขวาของนาคราช แล้วออกทางช่องหูซ้าย เข้าทางช่องหูซ้าย แล้วออกทางช่องหูขวา เข้าทางช่องจมูกขวา ออกทางช่องจมูกซ้าย เข้าทางช่องจมูกซ้าย แล้วออกทางช่องจมูกขวา ทำให้พระยานาคราชได้รับทุกขเวทนายิ่งนัก
ลำดับนั้น นันโทปนันทนาคราช ได้อ้าปากขึ้น พระโมคคัลลานะจึงเข้าไปในปาก แล้วเดินจงกรมอยู่ภายในท้องพระยานาคราช ทางด้านทิศตะวันออกบ้าง ด้านทิศตะวันตกบ้าง ทำให้พระยานาคได้รับความเจ็บปวดทรมานมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "โมคคัลลานะ นาคนี้มีฤทธิ์มากนะ อย่าได้ประมาท"
พระโมคคัลลานะกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้มีพระยานาคราชเช่นนันโทปนันทะนี้ ตั้งร้อยก็ดี ตั้งพันก็ดี ตั้งแสนก็ดี ข้าพระองค์ก็พึงทรมานได้"
ฝ่ายนันโทปนันทนาคราชคิดว่า เมื่อตอนพระเถระเข้าท้องไปนั้นตนเองไม่ทันเห็น แต่ถ้าออกมาเวลานี้เราจะเคี้ยวพระเถระกินเสีย คิดแล้วจึงกล่าวว่า "ขอท่านจงออกมาเถิด อย่าเดินไปๆ มาๆ ในภายในท้อง ทำให้ข้าพเจ้าลำบากเลย"
พระโมคคัลลานะจึงเดินออกมาจากปาก เหาะออกมาอยู่ข้างนอก นันโทปนันทนาคราชเห็นได้ทีจึงพ่นลมพิษทางจมูก ลมนี้แม้โดนต้นไม้ก็จะหักโค่น แต่กลับไม่อาจทำอันตรายแก่พระโมคคัลลานะได้ เนื่องจากพระโมคคัลลานะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเข้าและออกจตุตฌานรวดเร็วเป็นยิ่งนัก
นันโทปนันทนาคราชเห็นว่าพระเถระนี้มีอิทธิฤทธิ์ร้ายกาจ ไม่อาจต่อสู้ได้ จึงหลบหนีไป พระโมคคัลลานะจึงเนรมิตรูปกายเป็นพระยาครุฑ บินไล่พระยานาคไป พระยานาคก็แปลงกายเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ โตบ้าง เล็กบ้าง เพื่อหลบหนี พระเถระก็ติดตามมิได้ลดละ
เมื่อเห็นว่าไม่อาจหนีพ้นได้ นันโทปนันทนาคราชจึงแปลงกายเป็นมาณพน้อยเข้าไปกราบแทบเท้าของพระเถระอย่างสิ้นพยศ และกล่าววาจาว่า "ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นสรณะ"
พระโมคคัลลานะกล่าวว่า "เราเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา เพราะฉะนั้น ท่านจงไปสำนักของพระพุทธเจ้าเพื่อยึดเอาพระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดเถิด" แล้วพระเถระก็พานันโทปนันทนาคราชมาเฝ้าพระพุทธเจ้า
เมื่อไปถึง พระยานาคก็ก้มลงกราบนมัสการพระพุทธองค์ กราบทูลว่า "ข้าพเจ้านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นพาล มิได้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ขอพระองค์ได้โปรดอโหสิกรรมในความผิดที่ได้ทำพลั้งพลาดเพราะอกุศลเข้าสิงจิตนั้นด้วยเถิด บัดนี้ข้าพเจ้าจะขอบูชาพระรัตนตรัยไปจนตราบชีวิตจะหาไม่"
พระพุทธเจ้าจึงทรงประธานศีล ๕ แล้วเสด็จนำพระภิกษุไปสู่บ้านของอนาถบินฑิกเศรษฐีต่อไป ท่านเศรษฐีรู้เรื่องที่พระพุทธองค์ให้พระโมคคัลลานะปราบพระยานาคราชลงได้ จึงได้ถวายสังฆทานฉลองชัยตลอด ๗ วัน